Tag «วาไรตี้»

เที่ยวต่างประเทศครั้งแรกควรรู้ Visa on Arrival คืออะไร ?

ในปัจจุบันมีผู้นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศมากมาย ซึ่งในปัจุบันนั้นสายการบินนั้นมีราคาตั๋วที่ถูกลงกว่าเมื่อก่อนมากรวมถึงมีโปรโมชั่นต่างๆออกมามากมาย ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยพร้อมตีตั๋วเดินทางไปเที่ยวในประเทศที่ใฝ่ฝันมากมาย แต่ทีนี้ต้องรู้ก่อนว่าบางประเทศนั้นต้องมีการขอ VISA เพื่อเข้าประเทศนั้นๆ บางประเทศนั้น Free Visa ทั้งนี้มีวีซ่าอีกประเภทหนึ่งคือ Visa on Arrival เป็นการขอวีซ่าอีกประเภทหนึ่งซึ่ง Visa on Arrival คืออะไรมีข้อดีอย่างไร Visa on Arrival เป็นวีซ่าประเภทหนึ่งที่สามารถขอได้จากช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ในประเทศ และจะได้รับเมื่อเดินทางไปถึงประเทศที่เป็นจุดหมายการเดินทาง เราจะได้รับจุดตรวจคนเข้าเมืองในประเทศนั้นๆ วีซ่าประเทศนี้นักท่องเที่ยวสามารถขอได้เลย ณ ช่องทางตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าล่วงหน้า สำหรับ Free Visa คือประเทศที่ได้รับการยกเว้นในการตรวจตราในประเทศนั้นๆ ซึ่งผู้ที่เดินทางเข้าประเทศที่ Free Visa จะมีเพียงหนังสือเดินทาง และแผนการเดินทาง ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่พักที่ชัดเจน สำหรับประเทศไทยนั้นมีประเทศที่คนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศอื่นได้ ในปัจจุบันมี 29 ประเทศ โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทั้งนี้แม้ว่าในประเทศที่ไม่ขอวีซ่าสำหรับประเทศไทยนั้น เมื่อผู้เดินทางไปถึงประเทศนั้นๆจะต้องอยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ตม. ด้วย หากผู้เดินทางมีการเตรียมเอกสารการเดินทางครบถ้วนตามความประสงค์จะได้รับอนุญาติให้เข้าประเทศนั้นๆได้ ซึ่งผู้เดินทางต้องศึกษากฏระเบียบ ข้อบังคับ ของประเทศนั้นๆให้ถี่ถ้วนด้วย

ประวัติวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่มีฤดูกาลท่องเที่ยวมากมายเป็นพิเศษ ทั้งนี้นอกจากเดือนกุมภาพันธ์มีความพิเศษมากมาย ทั้ง เดือนที่มีวันสั้นที่สุด อีกทั้ง มีวันพิเศษอีกหนึ่งวันคือ วันที่ 29 ซึ่งจะวนเวียนมาบรรจบทุกๆ 4 ปี และแน่นอนว่าเดือนกุมภาพันธ์ย่อมเป็นเดือนที่เรียกว่า เดือนแห่งความรัก เนื่องจากมีวันๆหนึ่งช่วงกลางเดือนเป็นที่หลายๆคนแสดงความรักต่อคนรัก ต่อคนที่แอบชอบ และมีการให้ดอกไม้ในวันนั้น นั้นคือ วันวาเลนไทม์ วันวาเลนไทน์ ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองความรื่นเริง รวมถึงการประดับด้วยดอกไม้สีชมพู โดยเฉพาะกับดอกกุหลาบที่มีสีสันสวยงามสดใส เดิมทีวันวาเลนไทม์ จะถูกเรียกว่า วันนักบุญวาเลนไทม์ ซึ่งเป็นเฉลิมฉลองนักบุญในศาสนาคริสต์ยุคแรก ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อว่าเป็น วันวาเลนไทม์ โดยถูกตั้งครั้งแรกโดย สมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 ใน ค.ศ. 496 แล้วทำไมวันวาเลนไทม์ถึงกลายเป็นวันแห่งความรักไปได้ และเกี่ยวกับความโรแมนติกอย่างไร โดยจะเกิดขึ้นช่วงสมัยกลางโดย เจฟฟรีย์ ชอเซอร์ นักสังคมในยุคนั้น ต่อมาได้เริ่มมีประเพณีของความรักขึ้นโดยจะมีการให้ของขวัญ ดอกไม้ ขนมหรือลูกกวาดโดยเริ่มแรกให้เป็นในหมู่เพื่อนๆ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นการให้กับคู่รักซึ่งแสดงถึงความรักของคนบนโลก ต่อมาเริ่มมีการให้ดอกกุหลาบซึ่งเชื่อว่ามันคือตัวแทนของความรัก นอกจากนี้ในปัจจุบันคู่รักหลายๆคู่บนโลกได้มีการจัดงานแต่งงานในวันนี้อีกด้วย      

ส่องสถานที่ท่องเที่ยวในวันวาเลนไทม์

แน่นอนว่าวันวาเลนไทม์นอกจากจะเป็นวันแห่งความรัก วันที่แสดงความรักของคู่หนุ่มสาว หรือเพศเดียวกัน ซึ่งมีการจัดงานแต่งและมอบดอกไม้ให้แก่กัน โดยเรามาส่องกันเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวใดบ้างในวันวาเลนไทม์ที่มีผู้คนชื่นชอบการไปท่องเที่ยวจำนวนมาก – ชมดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กลายเป็นอีกหนึ่งสถานยอดฮิตไปยอดแล้วโดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ซึ่งปลูกอยู่บริเวณทางเข้ามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และเริ่มออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งตลอดระยะทางนอกจากนี้บรรยากาศโดยรอบยังเป็นทุ่งนี้และแปลงเกษตรของนักศึกษาซึ่งบรรยากาศสวยงามและสดชื่นมาก – ทะเล เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตซึ่งไม่ใช่แค่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น แต่ยังยอดฮิตตลอดช่วงฤดูร้อนอีกด้วย เนื่องจากท้องทะเลจะมีสีฟ้าครามสดใส ปะการังที่สวยงามอีกทั้งในประเทศไทยมีทะเลหลายแห่งที่มีความสวยงามอย่างมาก – เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ หากใครที่ไม่อยากไปไหนไกลๆหรือไม่อยากออกต่างจังหวัดอีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตของคู่รักในวันวาเลนไทม์ที่มามากที่สุด ก็คือเอเชียทีค นั้นเอง ซึ่งมีมุมถ่ายรูปสวยๆมากมายรวมถึงร้านอาหารริมน้ำ อีกทั้งยังมีชิงช้าสวรรค์ที่นั่งชมความงามของกรุงเทพยามค่ำคืน – สูดอากาศบริสุทธ์ใกล้ๆ กรุงเทพ ที่ทะเลบางขุนเทียน แถบชายทะเลบางขุนเทียนก็มีจุดชมวิวและบรรยากาศที่บริสุทธิ์สดชื่นแถมยังไม่ไกลจากกรุงเทพอีกด้วยซึ่งทะเลบางขุนเทียนจะมีจุดชมวิวพร้อมดูนกนางนวลบินเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่นี้ยังคงความงดงามและเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย      

เช็ดเลยสีกระเป๋าตังค์เสริมดวง ทั้ง 12 ราศี ตอนที่ 1

เริ่มต้นปี 2017 หลายๆคนมักจะคำนึงถึงเรื่องดวงชีวิตต่างๆ ทั้งตลอดปี 2017 นี้จะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนคงดูดวงตามที่ต่างๆ ทั้ง ไพ่ยิปซี ดวงตามวันเกิด และอีกมากมายและอีกหนึ่งอย่างที่คนมักจะคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่งคือ การใช้กระเป๋าตังค์ตามราศีของตนเองที่เชื่อกันว่าจะเสริมดวง โชคลาภได้ เรามาดูกันเลยว่า แต่ละราศีควรใช้กระเป๋าสีใดบ้างจึงจะเหมาะสม ชาวราศีมังกร (16 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์) โดยส่วนใหญ่แล้วชาวราศีมังกรจะเป็นคน มีความทะเยอทะยานสูง รักการทำงานและเอาจริงเอาจังกับงาน ดังนั้นกระเป๋าตังค์ที่เหมาะสมกับการเสริมดวงคือ สีแดง ชาวราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม) เป็นคนใจเย็น สุขุม รอบคอบ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นแล้วกระเป๋าที่เหมาะแก่การเสริมดวงของชาวราศีนี้คือ สีแดง หรือสีออกไปทางสีแดง ชาวราศีมีน (14 มีนาคม – 12 เมษายน) ชาวราศีมีน จะมีบุคลิกที่ขัดแย้งกันในตัวเอง ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตนเอง และยากที่จะตัดสินใจ  สีกระเป๋าสตางค์เสริมรับทรัพย์ชาวราศีมีนให้มีโชคมีลาภทางการเงินเข้ามาตลอด คือ สีขาว สีครีม สีเหลืองอ่อน ชาวราศีเมษ …

เช็ดเลยสีกระเป๋าตังค์เสริมดวง ทั้ง 12 ราศี ตอนที่ 2

มาต่อกันที่บทความที่ 2 ของสีกระเป๋าตังค์ที่เหมาะสมแก่ชาวราศีต่างๆทั้ง 12 ราศี โดยบทความที่ 1 เราพูดถึง ราศีมังกรถึงราศีเมษ มาถึงบทความนี้เรามาชมกันต่อกับราศีที่เหลือ ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน) ราศีพฤษภจะเป็นคนที่แข็งแกร่งเงียบขรึม รู้จุดยืนของตน เป็นคนอดทนมากจึงไม่ย่อถ้อต่ออุปสรรคและพร้อมจะเอาชนะมันให้ได้ ดังนั้นชาวราศีพฤษภควรใช้กระเป๋าตังค์สีเขียว ราศีเมถุน (13 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม) เป็นคนที่มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเอง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายขึ้นอยู่กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมดังนั้นชาวราศีเมถุควรใช้กระเป๋าตังค์สีฟ้าและสีน้ำเงิน เพื่อเสริมดวงเงินทองไหลมาเทมา ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม) ชาวราศีกรกฏเป็นคนช่างฝัน ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นง่ายๆและพร้อมเผชิญหน้าวิกฤตนั้นๆ ถ้าอยากให้มีเงินเข้ามาตลอดลองเปลี่ยนมาเป็นกระเป๋าตังค์สีส้มดูสิ ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม – 16 กันยายน)ส่วนใหญ่ชาวราศีสิงห์จะเป็นคนดื้อรั้น มีทิฐิ ซึ่งชาวราศีสิงห์ชอบความหรูหรา สะดวกสบายแต่ก็เป็นคนที่ใจกว้างเสมอ ดังนั้นอยากมีชีวิตดี๊ดีล่ะก็ลองเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าตังค์สีดำ สีน้ำตาล หรือสีเทา ราศีกันย์ (17 กันยายน – 16 …

นักสูบระวัง สูบบุหรี่มากเสี่ยงมะเร็งลำคอ

เราคงเคยเห็นการรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่และงดสูบบุหรี่เพื่อทำร้ายคนรอบๆข้าง โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งที่ผ่านมาก็มีข่าวออนไลน์ต่างๆที่พูดถึงพิษภัยของบุหรี่ ล่าสุดมีเคสที่พ่อพาลูกไปรักษาโรคหอบหืดและออกไปสูบบุหรี่กลับมาโดนหมอไล่และโดนด่าว่าเหม็นและหากไม่หยุดสูบลูกก็จะไม่มีวันหาย ซึ่งชายผู้นี้ได้โพสกระทู้ถึงสังคมออนไลน์อธิบายและสูบบุหรี่ด้านนอกอาคาร แต่ทางผู้คอมเมนต์ตอบกลับต่อว่า การที่จะสูบในบ้านหรือนอกบ้าน กลิ่นเหม็นของบุหรี่ยังติดตัวดังนี้ควรงดสูบหรือเลิกสูบไปเลยดีกว่า และแน่นอนว่านอกจากจะเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆแล้ว ทางแพทย์ได้ออกมาเตือนถึงโรคมะเร็งลำคอหากยังสูบบุหรี่ มะเร็งลำคอเกิดขึ้นในหลายๆสาเหตุเช่นการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่กระทั่งกรรมพันธุ์ รวมถึงการเกิดสารอาหารจำพวกกากใยหรือไม่ได้ทานผักเลย โดยอาการของมะเร็งลำคอผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันตามระยะของโรค โดยจะมีอาการเจ็บคอคล้ายกับมีเสมหะในลำคอแต่ไม่ใช่ กลืนอาการและน้ำลายลำบากและอาจมีความรู้สึกเจ็บคอเวลากลืนอาหาร มีกลิ่นปากรุนแรงจากอาการเน่า หรืออักเสบของแผลมะเร็งที่อาจติดเชื้อรวมถึง น้ำลายและเสมหะมีเลือดปน หากผู้ที่ได้รับการรักษาช้า มะเร็งอาจจะลามไปที่ปอดและกระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตเร็วกว่าเดิมมาก ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาส่วนมากจะโดนตัดกล่องเสียงออกและมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะมาพบแพทย์ในระยะสุดท้ายแล้ว ดังนั้นการแพทย์จึงต้องออกมาเตือนถึงผู้ที่สูบบุหรี่จัด ให้ระวังและควรสูบให้น้อยลงทางที่ดีเลิกสูบเลยยิ่งดี  

จีนคิดค้นไอเดียใหม่ปลูกต้นไม้ในตัวอาคาร

ประเทศจีนมีการคิดค้นไอเดียใหม่ๆ พัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยการปลูกต้นไม้บนตัวอาคารซึ่งวางแนวคิดนี้จีนจะปลูกต้นไม้ในตัวอาคารกว่า 3 พันต้นซึ่งเชื่อว่าจะผลิตออกซิเจนในอาคารได้มากถึง 3 เท่า โดยตัวอาคารจะไม่ต้องเปิดแอร์เลยก็ได้เพิ่มความสดชื่นให้กับอาคาร โดยอาคารจะนำต้นไม้ไปปลูกนั้นมีชื่อว่า Nanjing Towers ซึ่งเป็นคอนโดหรูตั้งอยู่ใจกลางเมืองโดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งคาดว่าการพัฒนาแนวคิดนี้จะช่วยในเรื่องของปริมาณออกซิเจนมากมายซึ่งสามารถทำให้อาคารมีความสวยงามสีเขียวแล้ว ยังได้รับอากาศที่สดชื่นโดยผู้อาศัยไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ในห้องเลย Nanjing Towers ออกแบบโดย Stefano Boeri สถาปนิกชาวอิตาเลียน มีจำนวน 2 อาคาร อาคารมีความสูง  150 เมตร และ 86 เมตร โดยทางผู้สร้างจะใช้ต้นไม้กว่า 1,000 ต้น และพุ่มไม้อีกราว 2,500 ต้นจาก 23 ชนิดที่แตกต่างกันในท้องถิ่น ซึ่งอาคารแห่งนี้จะประกอบด้วย สำนักงาน พิพิธภัณฑ์ โรงเรียน มีสโมสรบนดาดฟ้า รวมถึงที่พักภายในตัวอาคาร ส่วนอาคารที่เล็ก เป็นโรงแรมขนาด 247 ห้อง และมีสระว่ายน้ำที่ชั้นดาดฟ้า ซึ่งเมื่ออาคารแห่งนี้ตกแต่งต้นไม้แล้วเสร็จจะเป็นอาคารสีเขียวที่มีพื้นสวยงาม อีกทั้ง อาคารนี้ไม่ใช่อาคารหลังแรกที่ถูกตกแต่งด้วยต้นไม้ ก่อนหน้านี้สถาปนนิกชาวอิตาเลียนผู้นี้ยังเคยออกแบบตัวอาคารในกรุงลิมาน ประเทศอิตาลี และกรุงโลซานในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการออกแบบและจุดประสงค์ในครั้งนี้เนื่องจากประเทศจีนมีคนอยู่อาศัยหนาแน่นและสิ่งปลูกสร้างที่ทำลายต้นไม้ …